
โครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง เป็นโครงการที่ถือกำเนิดขึ้นมา
โดยการสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ จุดมุ่งหมายพื้นฐานขององค์การฯ
คือ การพัฒนานำน้ำจากบริเวณที่เรียกว่า ลุ่มแม่น้ำโขง ตอนล่าง (Lower
Mekong Basin) ขึ้นมาใช้เพื่อทำประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมแก่ประชาชน
และประเทศสมาชิกของคณะกรรมการแม่น้ำโขง (Mekong Committee) ในทางปฎิบัติมาสำนักงานเลขาธิการกลาง
(Mekong Secretariat) เป็นกลจักรที่สำคัญในการดำเนินการด้านต่างๆ ให้
ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจในงานของโครงการ และองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องเบื้องต้น
จะขอแนะนำพอเป็นสังเขป ดังนี้
แม่น้ำโขงกับลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (Lower Mekong Basin)
1. แม่น้ำโขงเป็นลำน้ำระหว่างประเทศ มีแหล่งกำเนิดในที่ราบสูงธิเบตในประเทศจีน
แล้วไหลผ่านมณฑลยูนาน และริมฝั่งแม่น้ำอีก 5 ประเทศ คือ พม่า ลาว ไทย
กัมพูชา เวียดนาม ก่อนที่จะจบลงสู่ทะเลจีนใต้ ( ดูแผนที่บนแผ่นปกประกอบ)
ความยาวของแม่น้ำทั้งสิ้นกว่า 4,200 กิโลเมตร (ถือเป็นอันดับที่ 12 ของโลก)
มีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 795,000 ตารางกิโลเมตร ในทุกๆปี ปริมาณน้ำจากแม่น้ำโขง
ที่ไหลลงสู่ทะเลเฉลี่ยมีสูงถึง 475,000 ล้านลกบาศก์เมตร ( ถือเป็นอันดับ
10 ของโลก) แม่น้ำโขงตอนบน จะได้รับน้ำจากการละลายของหิมะเป็นส่วนใหญ่
ส่วนตอนล่างได้รับจากฝน ในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม
ทำให้เกิดน้ำท่วม บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในกัมพูชา และเวียดนามทุกปี
สำหรับลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างนั้น มีจุดเริ่มต้นจากบริเวณที่รู้จักกันดี
ชื่อ สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นจุดพรมแดนระหว่าง พม่า
ไทย ลาว เรื่อยลงไปจนถึงทะเลที่ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในประเทศเวียดนาม
ความยาวของลำน้ำโขงช่วงนี้ประมาณ 2400 กิโลเมตร แต่มีพื้นที่ลุ่มน้ำถึง
606,000 ตาราง กิโลเมตร พื้นที่นี้ครอบคลุมส่วนต่างๆของ 4 ประเทศ คือ
ไทย (ภาคอีสานทั้งหมด และภาคเหนือบางส่วน) ลาว (เกือบทั้งประเทศ) กัมพูชา
(เกือบทั้งประเทศ) และเวียดนาม ( บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทั้งหมด กับบางส่วนของที่ราบสูง
ในตอนกลางของประเทศ )
2. ในปัจจุบัน ประชากรที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำมีประมาณ
52 ล้านคน หรือกว่า 42% ของประชากรทั้งหมดในสี่ประเทศ ประชากรเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรายได้และระดับความเป็นอยู่ต่ำ
กล่าวคือ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่า 10000 บาท/ปี ขณะที่อัตราการขยายตัว
ของประชากรยังอยู่ที่ 2% ต่อปี หรือ สูงกว่านั้น อย่างไรก็ดีพิจารณาจากด้านศักยภาพของลุ่มน้ำแล้ว
จะพบว่ายังมีอยู่มากมาย ที่จะนำมาใช้ด้านต่างๆเพื่อช่วยยกระดับผลผลิต
และรายได้ของภูมิภาค เพื่อวามอยู่ดีกินดีของประชากรข้างต้น ตัวอย่างของศักยภาพอันดับแรกคือ
การนำน้ำมาผลิต กระแสไฟฟ้าซึ่งประมาณกันว่ามีกำลังผลิตได้ถึง 37000 เมกกะวัตต์
( MW) ถึงทุกวันนี้ เรายังนำศักยภาพด้านนี้ไม่ถึง 1%
นอกจากด้านไฟฟ้าพลังน้ำแล้ว ประมารกันว่าปริมาณน้ำ ในลุ่มแม่น้ำโขง ถ้ามีการจัดการที่ดีแล้ว
จะนำมาใช้กับพื้นที่ชลประทานได้กว่า 37 ล้านไร่ ซึ่งจะช่วยในการผลิตข้าวได้
15-16 ล้านตันอย่างสบาย จะเป็นแหล่งผลิตปลาเพื่อเป็นอาหารและสินค้าของประชาชนในท้องถิ่นอีกปีละนับแสนตัน
และจะเป็นทางคมนาคมสัญจรทางน้ำ ที่มีประโยชน์ใช้สอยเหมาะกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
และช่วยเศรษฐกิจของประเทศชาติ ต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงอีกด้วย เนื่องจากแม่น้ำโขง
เป็นลุ่มน้ำสากล และมีขนาดใหญ่การที่จะพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดความเจริญด้านต่างๆดังกล่าวข้างต้น
เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนอีกหลายด้าน ทั้งด้านปริมาณ และคุณภาพซึ่งรวมถึงด้านบุคลากร
เทคโนโลยี และการเงิน ความร่วมมือของประเทศต่างๆ รวมทั้งระหว่างประเทศๆ
รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ เป็นต้นองค์การ
คณะกรรมการแม่น้ำโขง พ.ศ 2500-2537 (Mekong
Committee)
 |
รัฐบาลของทั้ง 4 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงในตอนล่างได้ตกลงร่วมกัน
ก่อตั้งเป็นองค์กรขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2500 ภายใต้การอุปถัมภ์ และสนับสนุนของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งเอเซีย
และ ตะวันออกไกล (ECAFF หรือ ESCAP ในปัจจุบัน) โดยมีชื่อองค์กรเต็มๆ
ว่า คณะกรรมการประสานงานสำรวจแม่น้ำโขงตอนล่าง
และรู้จักทั่วไปว่า คณะกรรมการแม่น้ำโขง หรือ
คณะกรรมการพัมนาลุ่มแม่น้ำโขง อำนาจหน้าที่หลัก
ของคณะกรรมการคือ ส่งเสริมประสานงาน , ประสานงาน การสำรวจ และการวางแผน
ควบคุมดูแลการ ปฏิบัติ |
โครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง
สำนักเลขาธิการกลาง ( Mekong Secretariat) มีหน้าที่ รับมอบหมายจากคณะกรรมการฯ
ได้ คือ การหาทุนสนับสนุน การปฎิบัติโครงการซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานเป็นรูปธรรม
และได้ทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เพื่อจัดเป็นฐานข้อมูล
และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือการพยากรณ์สถานการณ์สำคัญทางน้ำ เพื่อนำไปทำการวางแผนต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เสาะหาวิทยากรใหม่ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับทรัพยากรน้ำ
เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ โดยอาศัยเขื่อน หรือฝายบนลำน้ำโขง
ยุคใหม่ : คณะกรรมการแม่น้ำโขง พ.ศ 2538 (Mekong
River Commission-MRC)
ในปี พ.ศ. 2500 ทุนที่ใช้ในการดำเนินงานประสานความร่วมมือการสำรวจ
และการพัฒนาโครงการต่างๆ ของลุ่มแม่น้ำโขง ตอนล่างส่วนใหญ่ได้รับจากองค์สหประชาชาติ
เช่น UNDP หรือกลุ่มประเทศผู้ช่วยเหลือ จนถึงช่วงเกิดความขัดแย้งทางลัทธิการเมือง
กัมพูชาถอนตัวจากการเป็นสมาชิก ทำให้ความช่วยเหลือต่างๆลดลง แต่สถานการณ์ได้กลับฟื้นตัว
เมื่อ 3 ประเทศที่เหลือประกาศตั้งกรรมการแม่น้ำโขง(ชั่วคราว) และเมื่อ
พ.ศ 2533 กัมพูชาขอกลับเข้าร่วมคณะกรรมการแม่น้ำโขง ตามเดิม
รัฐบาลทั้ง 4 ประเทศ ได้ตั้งคณะทำงานชื่อว่า Mekong Working
Group (MWG) เพื่อพิจารณาจัดตั้งคระกรรมาธิการแม่น้ำโขง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยมี UNDP เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย และการให้คำปรึกษา MWG เห็นชอบให้ไทยเป็นเจ้าภาพ
จัดพิธีลงนามข้อตกลงที่จังหวัด เชียงรายในช่วงต้นปี 2538 โดยมี ฯพณฯ
นายกรัฐมนตรี นาย ชวน หลีกภัย เป็นประธาน
ข้อตกลงความร่วมมือ ในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน
( The Agreement)
 |
สาระประกอบด้วย ใจความสำคัญ 42 ข้อเป็นกรอบทางกฎหมาย และอำนาจหน้าที่แก่กรรมาธิการกำหนดหลักการ
เพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำจากระบบของแม่น้ำโขง, ให้รูปแบบองค์กร ,การเงินและการบริหารซึ่งเกี่ยวข้องกับ
การประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม,
มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน, มีความร่วมมือแบบภูมิภาค, โดยมีความเท่าเทียมกันในด้านเศรษฐกิจ
และสังคม เพื่อสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรในลุ่มน้ำ |
ประโยชน์ที่คาดจะได้รับจากข้อตกลง
1. ทำให้ประเทศสมาชิกมีความเป็นอิสระ มีความยืดหยุ่นในการวางแผนดำเนินโครงการ
ที่มีการใช้น้ำจากแม่น้ำโขงได้มากขึ้น
2. เป็นกลไกช่วยสร้างความมั่นใจ และความไว้วางใจต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาคที่จะร่วมมือ
กันพัฒนาแม่น้ำโขงให้เกิดประโยชน์
3. ทำให้ประเทศสมาชิกมีโอกาสดำเนินโครงการร่วมกันบนแม่น้ำสายประธานได้มากขึ้น
4. ทำให้ประเทศผู้ช่วยเหลือสามารถให้ความช่วยเหลือในโครงการต่างๆได้มากขึ้น
5. ทำให้มีโอกาสขยายความร่วมมือในภูมิภาคไปยังริมฝั่งตอนบน
คือ จีน และ พม่า
6. ความตกลงนี้จะไม่มีผลบังคับกับโครงการใช้น้ำที่มีมาก่อนวันที่ความตกลงมีผลบังคับใช้
7. เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถถอนตัวออกจากกรอบความร่วมมือนี้ได้หากเห็นว่าการดำเนินงานนี้ไม่อาจเสี่ยงได้
8. ช่วยให้ประเทศสมาชิกดำเนินการเกี่ยวกับ การใช้น้ำจากแม่น้ำโขงได้ในลักษณะ
มีความยืดหยุ่นกว่าหลักเกณฑ์กฎหมาย ระหว่างประเทศ ว่าด้วยการใช้น้ำจากแม่น้ำระหว่างประเทศ
เกี่ยวกับเรา
+ ประวัติองค์กร + นโยบาย |
|